+66866677011 globaltourplanner@gmail.com

Login

Sign Up

After creating an account, you'll be able to track your payment status, track the confirmation and you can also rate the tour after you finished the tour.
Username*
Password*
Confirm Password*
First Name*
Last Name*
Email*
Phone*
Country*
* Creating an account means you're okay with our Terms of Service and Privacy Statement.
Please agree to all the terms and conditions before proceeding to the next step

Already a member?

Login
+66866677011 globaltourplanner@gmail.com

Login

Sign Up

After creating an account, you'll be able to track your payment status, track the confirmation and you can also rate the tour after you finished the tour.
Username*
Password*
Confirm Password*
First Name*
Last Name*
Email*
Phone*
Country*
* Creating an account means you're okay with our Terms of Service and Privacy Statement.
Please agree to all the terms and conditions before proceeding to the next step

Already a member?

Login
Altitude Sickness โรคจากการขึ้นที่สูง

โรคจากการขึ้นที่สูง ในภาษาอังกฤษ มีคำเรียกอยู่หลายคำ คือ Altitude sickness หรือ Altitude illness หรือ Mountain sickness คือ กลุ่มอาการที่เกิดเนื่องจากการขึ้นไปอยู่ในพื้นที่ที่สูงมากกว่าพื้นที่ทั่วไปมาก เช่น การขึ้นภูเขาสูง หรือไปอยู่ในประเทศที่อยู่ในแถบพื้นที่สูงๆของโลก เช่น ทิเบต, ลาดักห์, พูนฮิลด์, Everest Base Camp, โบลิเวีย, มาชูปิชู ในเปรู เป็นต้น

Manang - Altitude sickness

Altitude sickness โรคนี้เกิดกับใครได้บ้าง

  • Altitude sickness นี้มักจะเกิดกับผู้คนที่มาจากที่ราบที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 2,500 เมตร เช่น กรุงเทพฯ โดยเฉลี่ยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 50 เมตร ทำให้คนจากกรุงเทพฯที่ไปเที่ยวเลห์ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,500 เมตร จึงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้
  • และแม้แต่ผู้ที่เกิดบนที่ราบสูงเกินกว่า 3,000 เมตร หากจากบ้านเกิดมานานหลายปี เมื่อกลับไป ก็อาจเกิดอาการ Altitude sickness ได้ในระยะสัปดาห์แรกที่เข้าเขตที่สูง
  • Altitude sickness นี้ไม่เกี่ยวกับความแข็งแรง หรือ ความฟิตของร่างกายแต่อย่างใด นักกีฬาโอลิมปิกก็เป็นโรคนี้ได้ ในขณะที่ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย อาจไม่เป็นโรคนี้เลย เพราะโรคนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวกับอากาศบนที่สูงของแต่ละบุคคล

สูงแค่ไหนถึงทำให้เกิด Altitude Sickness

โดยทั่วไปมักจะเริ่มมีอาการกันที่ความสูง 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่บางคนอาจจะมีอาการได้ตั้งแต่ 2,500 เมตร ซึ่งพบได้น้อยมาก (จากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง)

ในรายที่ร่างกายปรับตัวกับความสูงที่ 3,000 – 3,500 เมตรได้แล้ว ก็อาจจะมีอาการอีกครั้งที่ความสูง 3500 – 4,000 เมตรได้ และถึงปรับตัวกับความสูงที่ 4,000 เมตรได้ ก็อาจมีอาการได้อีกครั้งที่ความสูงมากกว่า 4,000 เมตรได้ด้วย ซึ่งอาการจะมีหรือไม่มี จะมีมากหรือน้อย นอกจากขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของแต่ละบุคคลแล้ว และยังขึ้นกับกิจกรรมที่ทำ ระยะเวลาที่อยู่ในแต่ละความสูง และสภาพแวดล้อมด้วย เช่น หากเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ไม่มีพืชและแหล่งน้ำเลย ก็จะมีปริมาณออกซิเจนน้อยกว่า ที่ที่มีต้นไม้และทะเลสาบ เป็นต้น

Altitude sickness โรคนี้เกิดได้อย่างไร

ก่อนที่ทุกคนจะเดินทางไปยังที่สูง อันดับแรกควรทำความเข้าใจกับ Altitude sickness นี้ให้ดีเสียก่อน จึงจะทำให้ไม่ตระหนกจนเกิดนไป แต่ต้องตระหนัก ไม่ละเลยเช่นกัน

Altitude sickness นี้แปรผันตรงกับปริมาณออกซิเจนในอากาศ ยิ่งสูง ปริมาณออกซิเจนยิ่งน้อย ดูได้จากตารางด้านล่าง

AMS กับ ความสูง

จากตารางด้านบน เริ่มต้นที่ ความสูง 0 เมตร (กรุงเทพฯเราก็อยู่ระดับนี้) จะมีปริมาณออกซิเจนที่ 20.9% ของปริมาณธาตุต่างๆในอากาศ

ถ้าเราไปเที่ยวเลห์ ลาดักห์ ที่อินเดีย ซึ่งมีระดับความสูงที่ 3,500 เมตร ซึ่งอยู่ในระดับที่ราบสูง และมีปริมาณออกซิเจนในอากาศเหลือแค่เพียง 13.2-13.7% ทำให้ร่างกายของผู้ที่มาจากกรุงเทพฯ ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวกับปริมาณออกซิเจนในอากาศที่ลดลง

ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์

haamor.com/th/โรคจากขึ้นที่สูง

กลไกการเกิดโรคจากขึ้นที่สูง ยังไม่ทราบชัดเจน แต่การศึกษาสนับสนุนว่า เกิดจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เนื่องจาก ในที่สูง/การขึ้นเขาสูง ออกซิเจนในอากาศจะเจือจางลง และความดันอากาศจะลดต่ำลง ส่งผลให้ให้ความดันออกซิเจนในเลือดต่ำลงด้วย รวมทั้งอากาศที่หนาวเย็น จะส่งผลให้ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น เพื่อใช้ให้พลังงานเพื่อคงอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวยังมักมีภาวะขาดน้ำ จากการใช้พลังงาน/เสียเหงื่อในการขึ้นเขา และน้ำที่ระเหยจากการหายใจที่เมื่อขึ้นเขา ทุกคนจะหายใจเร็วขึ้น(ภาวะระบายลมหายใจเกิน/Hyperventilation) ทั้งหมดจึงส่งผลให้เกิด ภาวะร่างกายขาดออกซิเจน(Hypoxia หรือ ภาวะเลือดมีออกซิเจนน้อย), ภาวะเลือดเป็นด่างจากคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำจากหายใจออกมากผิดปกติ/ภาวะระบายลมหายใจเกิน, และภาวะขาดน้ำ

ภาวะเลือดมีออกซิเจนน้อย และภาวะขาดน้ำ จะส่งผลต่อการไหลเวียนโลหิต/เลือด ความดันโลหิตจะต่ำลง ร่างกายต้องปรับตัวเพื่อคงความดันโลหิต และเพื่อให้อวัยวะสำคัญ คือ สมอง และปอดได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ร่างกายจึงหลั่งสารเคมีในกลุ่ม Catecholamines ซึ่งจะกระตุ้นการทำงานของหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว แรงขึ้น เพิ่มความดันโลหิต และเพิ่มการทำงานของผนังหลอดเลือด

ภาวะเลือดมีออกซิเจนน้อย ยังกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตของปอดและของสมอง เพื่อเพิ่มเลือด เพื่อเพิ่มออกซิเจน

ภาวะต่างๆเหล่านี้ส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการในเบื้องต้นที่เรียกว่า ‘Acute Mountain sick ness (AMS)’ ซึ่งถ้าปรับตัวได้และดูแลตนเองได้ทัน อาการต่างๆมักฟื้นกลับเป็นปกติได้ภายใน 2-3 วัน

แต่ถ้าร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวได้ หรือมีการขาดออกซิเจนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้มีเลือดคั่งในเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น มือ เท้า แต่ที่สำคัญ และที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง คือ เลือดคั่งในปอด และในสมอง ซึ่งเมื่อมีเลือดคั่ง น้ำจากหลอดเลือดจะซึมออกจากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบๆหลอดเลือด จึงก่อให้เกิดมีการบวมของ มือ เท้า แต่ที่สำคัญ คือมีน้ำคั่งในเนื้อเยื่อปอด/ปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema) เกิดอาการที่เรียกว่า ‘เอชเอพีอี (HAPE หรือ High altitude pulmonary edema)’ และสมองบวมน้ำจากมีน้ำคั่งในเนื้อเยื่อสมอง (Brain edema) เกิดอาการที่เรียกว่า ‘เอชเอซีอี (HACE หรือ High altitude cerebral edema)’ ซึ่งทั้งสองอาการจัดเป็นอาการที่รุนแรง อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

โรคจากขึ้นที่สูงมีอาการอย่างไร? มีความรุนแรงอย่างไร?

อาการของโรคจากขึ้นที่สูง มีได้ 3 กลุ่มอาการตามความรุนแรงของอาการจากน้อยไปหามากดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ’โรคฯเกิดได้อย่างไร?’ คือ AMS, HAPE, และ HACE

ก. AMS (Acute Mountain sickness) เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยที่สุด รุนแรงน้อยที่สุดในทั้ง 3 กลุ่มอาการ มักเกิดขึ้นประมาณ 6-10 ชั่วโมงหลังจากการขึ้นไปอยู่ในที่สูง อาการแรกสุด คืออาการปวดศีรษะ แต่ปวดไม่มาก

และมีการร่วมดังต่อไปนี้อีกอย่างน้อย 1 อาการ คือ

  • อ่อนเพลีย
  • รู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนล้า ไม่มีแรง
  • มีอาการทางด้านทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  • หัวใจเต้นเร็ว (ชีพจรเต้นเร็ว) เหนื่อย หายใจลำบาก (เมื่อออกแรง)
  • วิงเวียน มึนงง จะเป็นลม และ
  • นอนไม่หลับ

AMS พบเกิดได้ประมาณ 10-60% ขึ้นกับระดับความสูง ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ บทนำ มักเกิดภายใน 6-10 ชั่วโมงหลังขึ้นไปอยู่ในที่สูง และอาการจะดีขึ้นภายหลังการดูแลตนเองภายใน 1-2 วัน (อาการมากขึ้นในช่วงกลางคืน และเมื่อตื่นนอนเช้า เพราะเป็นช่วงความดันโลหิตต่ำกว่าช่วงเวลาอื่นๆ) ด้วยการพักผ่อน สูดดมออกซิเจน และลงมาอยู่ในพื้นที่มีความสูงปกติ

ข. HAPE (High altitude pulmonary edema) หรือ อาการจากภาวะปอดบวมน้ำ เป็นอาการที่รุนแรงกว่า AMS พบได้ประมาณ 0.1-4% โดยจะต้องมีอาการดังจะกล่าวต่อไปอย่างน้อย 2 อาการ คือ

  • ขณะพัก ก็หายใจลำบาก
  • ไอ (เสลดมักเป็นฟอง และอาจมีเลือดสดปน)
  • อ่อนเพลียมากขึ้น
  • ออกแรงไม่ไหว
  • และ/หรือ แน่นหน้าอก

และถ้าตรวจดูจะพบอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 2 อาการเช่นกัน คือ

  • ใบหน้าและ/หรือลำตัวเขียวคล้ำ
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • หายใจเร็ว
  • และ/หรือ ถ้าฟังเสียงหายใจ (อาจด้วยหูฟัง) จะได้ยินเสียงผิดปกติ เช่น เสียงหวีด หรือ เสียงแซมหายใจ/เสียงหายใจผิดปกติที่เรียกว่า Rale

HAPE มักเกิดในช่วงกลางคืนเช่นกัน และมักเกิดประมาณวันที่ 1-3 หลังจากขึ้นที่สูง โดยพบว่าเมื่อขึ้นที่สูง 2,500 เมตรประมาณ 15-20 % จะเกิดภาวะนี้ได้ ถ้าไม่ได้รับการรัก ษาทันท่วงที โดยเฉพาะการต้องลงมาจากที่สูง มาอยู่ในพื้นที่ความสูงปกติ มีโอกาสเสียชีวิตได้ประมาณ 40% แต่ถ้าได้รับการรักษารวดเร็ว ผู้ป่วยจะกลับสู่ภาวะปกติได้ภายในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์

ค. HACE (High altitude cerebral edema) หรือ อาการจากสมองบวมน้ำ คือ ผู้ ป่วยจะมีอาการทางสมองร่วมด้วยกับอาการต่างๆทั้งในภาวะ AMS และในภาวะ HAPE เป็นอาการที่รุนแรงที่สุดในกลุ่มอาการที่เกิดจากโรคจากขึ้นที่สูง พบได้ประมาณ 0.1-4% เช่นกัน โดยมีอาการสำคัญ คือ

  • เดินเซ/เดินได้ไม่ตรง ต่อจากนั้น คือ
  • อาการสับสน

ซึ่งถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการต้องลงมาอยู่ในพื้นที่ความสูงปกติ ผู้ป่วยจะโคม่าในระยะเวลาประมาณ 12 ชั่วโมงหลังเกิดอาการทางสมอง

HACE มักเกิดต่อเนื่องมาจากการไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องเมื่อเกิด AMS และ HAPE โดยอาการจะรุนแรงขึ้นในช่วงกลางคืนเช่นกัน เมื่อได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยจะฟื้นกลับเป็นปกติได้ในระยะเวลาหลายสัปดาห์ ซึ่งโอกาสเสียชีวิตจะประมาณ 15-20% และถ้าเกิดโคม่า โอกาสเสียชีวิตจะประมาณ 60%

อะไรคือปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากขึ้นที่สูง?

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากขึ้นที่สูง คือ

  • การขึ้นที่สูงอย่างรวดเร็ว เพราะร่างกายจะปรับตัวไม่ทัน
  • การออกแรงมากในที่สูง เช่น เดินเร็ว วิ่ง เพราะจะเพิ่มความต้องการการใช้ออกซิ เจนของร่างกาย
  • ภาวะขาดน้ำ
  • คนที่มีถิ่นพักอาศัยบนพื้นที่ใกล้ระดับน้ำทะเล เพราะร่างกายไม่เคยปรับตัว
  • คนที่เคยมีอาการ AMS มาก่อน
  • คนที่มีเม็ดเลือดแดงต่ำ (ภาวะซีด) เพราะจะขาดออกซิเจนได้ง่ายกว่า
  • เป็นโรคหัวใจ หรือเป็นโรคปอด ซึ่งถือเป็นข้อห้ามในการขึ้น/ท่องเที่ยวในสถานที่สูง
  • ความสูงของสถานที่ ยิ่งสถานที่สูง โอกาสเกิดอาการจะสูงขึ้น
  • ตำแหน่งที่ตั้งหรือภูมิศาสตร์ของพื้นที่สูงแต่ละแห่ง เพราะมีความดันอากาศแตกต่างกัน จึงส่งผลต่อโอกาสเกิดภาวะขาดออกซิเจนแตกต่างกัน
  • อาจเกี่ยวข้องกับ เชื้อชาติ และพันธุกรรม
  • สำหรับคนที่เคยอยู่ในที่สูง หรือเพิ่งท่องเทียวในที่สูงมา จะลดโอกาสเกิด AMS เพราะสมองจดจำสภาพนั้นมาไว้แล้ว

แพทย์วินิจฉัยโรคจากขึ้นที่สูงได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคจากขึ้นที่สูงได้จาก

  • ประวัติการท่องเที่ยว การเดินทาง
  • การตรวจร่างกาย
  • การตรวจเลือดซีบีซีดูปริมาณเม็ดเลือดแดง
  • และการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มเติมตามอาการของผู้ป่วยและตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น การเอกซเรย์ปอด เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือเอมอาร์ไอภาพสมอง เป็นต้น

รักษาโรคจากขึ้นที่สูงได้อย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคจากขึ้นที่สูง ที่ดีที่สุด คือ การกลับลงสู่พื้นที่ปกติ เพราะการพยายามให้การดูแลรักษาบนพื้นที่สูงมักอันตราย ยกเว้นมีโรงพยาบาล เครื่องมือทางการแพทย์ หรือทีมแพทย์/พยาบาลที่ชำนาญการเตรียมไว้พร้อมแล้ว

ก. การดูแลรักษา ภาวะ AMS คือ พัก หยุดการออกแรง ให้ออกซิเจน ดื่มน้ำให้เพียงพอ อาการมักจะดีขึ้นภายใน 12-36 ชั่วโมง

ถ้ามีอาการรุนแรง ควรพยายามลงมาที่ราบให้เร็วที่สุด อาจต้องใช้ถุงเพิ่มความดันออกซิเจนในการช่วยนำผู้ป่วยกลับลงมา บางครั้งแพทย์แนะนำให้ยาขับน้ำในสมอง และในปอด ชื่อ Acetazolamide แต่ก็ได้ผลเฉพาะในบางคน หรือบางครั้งอาจฉีดยาในกลุ่มสเตียรอยด์(Steroid) เพื่อช่วยลดการบวม แต่ก็เช่นกัน ไม่สามารถพยากรณ์ผลได้

เมื่อลงมาถึงพื้นราบ การรักษาคือ การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การรักษาภาวะขาดน้ำ การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ การให้ยาปรับความดันโลหิต และการให้ยาขับน้ำ/ยาขับปัสสาวะ

ข. HAPE: การดูแลรักษาที่สำคัญที่สุด ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบนำผู้ป่วยกลับลงมายังพื้นราบและไปโรงพยาบาลทันที่เพราะผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาจากสถานที่มีเครื่องมือและยาต่างๆในการที่จะรักษาอาการปอดบวมน้ำ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ การใช้ยาช่วยบรรเทาอาการบวมน้ำของปอด/ปอดบวมน้ำ เช่น ยา Nifedipine

ค. HACE: การดูแลรักษาที่สำคัญที่สุด ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบนำผู้ป่วยกลับลงมายังพื้นราบและไปโรงพยาบาลทันที่เพราะผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาจากสถานที่มีเครื่องมือและยาต่างๆในการที่จะรักษาอาการสมองบวมได้ เช่น การให้ออกซิเจน การให้ยา Dexamethazone และการใช้เครื่องช่วยหายใจ

โรคจากขึ้นที่สูง มีผลข้างเคียงไหม?

โดยทั่วไป เมื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม รวดเร็ว ผู้ป่วยจะฟื้นกลับเป็นปกติ และไม่มีผลข้างเคียงแทรกซ้อนใดๆ แต่ทั้งนี้ เมื่อกลับไปขึ้นที่สูงอีก โอกาสเกิดโรคจากขึ้นที่สูงก็จะสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดภาวะปอดบวมน้ำ/ HAPE และ/หรือภาวะสมองบวม/ HACE ก็มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ ‘อาการฯ’

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเกิดโรคจากขึ้นที่สูง? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเอง ควรเริ่มตั้งแต่ก่อนการขึ้นที่สูง และเมื่อขึ้นที่สูง ควรสังเกตอาการที่เกิดขึ้นเสมอ

  • เมื่อเริ่มมีอาการ ที่สำคัญที่สุด คือ อาการปวดศีรษะ ต้องหยุดพักการออกแรงต่างๆ พักร่างกายให้เต็มที่เพื่อลดความต้องการออกซิเจนของร่างกาย สูดดมออกซิเจน และดื่มน้ำสะอาด ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ แล้วรีบกลับลงมายังพื้นราบ
  • อาหารที่รับประทานควรเป็นอาหารอ่อน และเป็นอาหารที่ย่อยง่ายในกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) และ
  • เมื่ออยู่บนพื้นราบแล้ว ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 1-2 วัน ควรรีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาล แต่ถ้า*อาการเลวลง ควรไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน/ทันที
  • นอกจากนั้น ต้องรีบพบแพทย์ หรือไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน เมื่อ
  • มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก
  • ไอ หรือไอเป็นเลือด
  • หรือเริ่มมีปัญหาเดินเซ หรือสับสน

ป้องกัน Altitude sickness โรคจากขึ้นที่สูงได้อย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มียาที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคจากขึ้นที่สูง ดังนั้นวิธีป้องกันโรคจากขึ้นที่สูงที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ

  • การปรับตัวให้ร่างกายรับได้กับภาวะมีออกซิเจนและมีความกดอากาศต่ำ ซึ่ง คือ การค่อยๆปรับระดับความสูง เดินขึ้นช้าๆ อย่าออกแรงมาก หยุดพักไปเรื่อยๆ และ อย่าให้ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ

นอกจากนั้นที่เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน คือ

  • รู้จักสถานที่ที่จะไป รู้ว่ามีโอกาสเกิดโรคนี้ได้เสมอ รู้จักอาการเริ่มต้นของภาวะนี้ ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้ออาการ เพื่อการปรับตัว และการป้องกันไม่ให้เกิดอาการมาก ขึ้น
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ไม่สูบบุหรี่
  • อาหาร: ผู้นำทางบางคนแนะนำให้กินอาหารคาร์โบไฮเดรต เพราะเชื่อว่าในการย่อย จะใช้ออกซิเจนต่ำกว่าอาหารให้พลังงานกลุ่มอื่น คือ โปรตีน และไขมัน แต่การศึกษาต่างๆยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดในเรื่องอาหาร รวมถึง วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ ยาและสมุนไพรพื้นบ้าน ที่สามารถป้องกันโรคจากการขึ้นที่สูงได้ แต่โดยทั่วไปมักแนะนำให้กินอาหารมื้อละน้อยๆ แต่เพิ่มมื้ออาหารให้มากขึ้น ดังนั้นการทำตามคำแนะนำของผู้นำทางจะเป็นประโยชน์ที่สุด
  • เตรียมออกซิเจนเสริมให้พอเพียง
  • เมื่อรู้สึกเริ่มมีอาการผิดปกติ ต้องพัก หรือล้มเลิกการเดินทาง ควรรีบกลับลงสู่พื้นราบให้เร็วที่สุด
  • ถ้าเป็นไปได้ ในการท่องเที่ยว ควรกลับลงมานอนในพื้นที่ราบเสมอ เพราะดังกล่าวแล้วในหัวข้อ อาการว่า อาการต่างๆมักรุนแรงในช่วงกลางคืน
  • เมื่ออยู่ในวัยกลางคนขึ้นไป หรือเมื่อสงสัยมีปัญหาสุขภาพ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายก่อนเดินทาง ซึ่งอาจจำเป็นต้องกินยาบางชนิดล่วงหน้า เช่น ยาขับน้ำ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ ทั้งนี้เพราะยาที่ใช้เพื่อการป้องกันเหล่านี้มีผลข้างเคียงได้ แพทย์จึงต้องเป็นผู้ประเมินถึงความเหมาะสม
  • ในการเดินทาง ควรต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้นำทางเสมอ และเมื่อมีอาการผิดปกติดังกล่าวในหัวข้ออาการ ต้องรีบแจ้งให้ผู้นำทางทราบทันที
  • ไม่เดินทางขึ้นที่สูงเมื่อมีโรคหัวใจ และ/หรือโรคปอด

 

อ่าน Altitude Sickness โรคจากการขึ้นที่สูง ฉบับย่อได้ที่นี่ –> โรคจากการขึ้นที่สูง ฉบับย่อ Altitude Sickness #2

Leave a Reply

81 + = 88

error: Content is protected !!