fbpx

MCT2 มาเลเซีย กัวลา คาเมรอน ปีนัง เบตง หาดใหญ่ 5วัน4คืน บิน FD ราคาเริ่มต้น 19,900 บาท

มาเลเซีย กัวลา คาเมรอน ปีนัง เบตง หาดใหญ่
5วัน4คืน บิน FD

ราคาเริ่มต้น 19,900 บาท
28 ก.พ. – 4 มี.ค.
21 – 25 มี.ค.
28 มี.ค. – 1 เม.ย.
4 – 8 เม.ย.
12 – 16 เม.ย. เทศกาลสงกรานต์
13 – 17 เม.ย. เทศกาลสงกรานต์
 

หาดใหญ่  ปีนัง  Penang Street Art Penang Hill 
Gurney Drive PENANG PERANAKAN MANSION รัฐเปรัค 
คาเมรอนไฮแลนด์  เบตง  อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  ตู้ไปรษณีย์ 
หอนาฬิกา  แถวนอกเมืองเบตง บ่อน้ำร้อนเบตง  ดูการเลี้ยงปลาจีน 
แปลงปลูกผักน้ำ  อุโมงค์ปิยะมิตร  สวนหมื่นบุปผา 
ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง วัดพุทธาธิวาส  ด่านสะเดา  หาดใหญ่ กรุงเทพฯ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง…
GLOBALTOURPLANNER
โทร.02-9535347 ,086-4664420
License No. 11/06072

วันแรก กรุงเทพฯ – กัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย) – คาเมร่อน – น้ำตกอิสกานด้า
06.00 น. คณะพร้อมกันที่ ท่าอากาศยาน สนามบินดอนเมือง อาคารขาออก อาคาร 1 เคาเตอร์สายการบินแอร์เอเชีย FD เจ้าหน้าที่บริษัทโชคทวีทัวร์ คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวก
น้ำหนักกระเป๋าสำหรับโหลดใต้ท้องเครื่อง 15 กิโลกรัม / ท่าน / ถือขึ้นเครื่องไม่เกิน 7 กิโลกรัม
08.35 น. เดินทางโดย เที่ยวบินที่ AK 891 นำท่านเหิรฟ้าสู่ ประเทศมาเลเซีย
11.50 น. คณะเดินทางถึง สนามบินนานาชาติ KLIA ผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองแล้ว
รถบัสนำท่านเที่ยวชม กัวลาลัมเปอร์ Kuala Lumpur garden city of lights เมืองหลวงของ ประเทศมาเลเซีย“นครที่ห้อมล้อมด้วยสวนไม้ดอก” ประดับประดาไปด้วยต้นไม้และพุ่มดอกไม้ที่สวยงามตระการตา
12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย จากนั้นนำสู่คาเมรอนไฮแลนด์ คาเมร่อนไฮแลนด์ ใช้เวลาการเดินทาง 3 ชม. ผ่านเส้นทางที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันเขียวขจีแห่งขุนเขา สลับซ้ำซ้อนด้วยไร่ชา ขั้นบันไดอันกว้างใหญ่ สวยงามคาเมรอน ไฮแลนด์ ดินแดนที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 4,500 ฟุต
ระหว่างทางแวะให้ท่านชมถ่ายรูป น้ำตกอิสกานด้า ที่อยู่ริมทาง ท่านจะได้ชมธรรมชาติบนเขาอันสลับซับซ้อน เพลิดเพลินกับความงดงามซึ่งประกอบด้วย สิ่งก่อสร้างและประวัติต่างๆ มากมายแม้แต่ราชาไหมไทย “ จิม ทอมสัน ” ก็มาหายสาบสูญจากที่นี่ คาเมรอนฯแบ่งเป็นชุมชนเมือง สามระดับ (สามชั้น) ทุกระดับจะมีร้านค้า โรงแรม ตลาด แม้แต่ธนาคารในต่างประเทศก็มาเปิดบนเขานี้ ชั้นแรกชื่อ Ringlet ชั้นที่สอง Tanah Rata ชั้นที่สาม Bringchang ไต่ระดับภูเขาซึ่งเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวจากเขาลูกหนึ่งไปสู่เขาอีกลูกหนึ่ง
17.00 น. นำท่านชมความงามของ ไร่ชา กว้างสุดสายตา ที่สามารถผลิตชาได้มากกว่า 5 ล้านแก้ว / วัน นำท่านชม สวนสตรอเบอรี่ ให้ท่านได้เก็บสตรอเบอรี่สดๆ และความงามของ สวนดอกไม้ และการปลูกผักปลอดสารพิษแบบ ไร้ดิน

ค่ำ รับประทานอาหาร ค่ำ แบบสุกี้ สตรีมโบ๊ท อาหารขึ้นชื่อของแห่งนี้ ทานผักสดๆ จากไร่ จากนั้น นำท่านเข้าที่พัก โรงแรมเฮอริเทจ คาเมร่อนไฮแลนด์ หรือเทียบเท่าพักผ่อนตามอัธยาศัย

 

วันที่สอง คาเมรอนไฮแลนด์ Cameron Highlands – ปีนัง Penang
เช้า บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ ณ โรงแรมที่พัก
จากนั้นนำชม สวนสตรอเบอร์รี่ สวนดอกไม้ แวะตลาดพื้นเมือง เลือกซื้อสินค้าต่างๆ อาทิเช่น พืชผักเมืองหนาว ดอกไม้สดและแห้ง
กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านสู่ เกาะปีนัง Penang
นำท่านข้ามสะพาน Penang Bridge เป็นสะพานข้ามเกาะปีนังสะพานแรก ใช้เชื่อมต่อระหว่างเกาะปีนังและเมือง Butterworth ซึ่งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ขนาด 6 เลน มีความยาว 13.5 กิโลเมตร ความยาวเหนือระดับน้ำทะเล 8.4 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในสะพานที่ติดอันดับ 5 ของสะพานที่ยาวที่สุดในโลก โดยมีสถาปนิกผู้ชาวมาเลเซีย งบประมาณก่อสร้าง 800 ล้านริงกิตมาเลเซีย ถูกเปิดให้ใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 กันยายน 1985 (ปัจจุบันมีอีก 1 สะพาน Second Penang Bridge เป็นสะพานสวยงามที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสะพานปีนัง 2 มีความยาวทั้งหมด 24 กิโลเมตร ความยาวเหนือระดับน้ำทะเล 16.9 กิโลเมตร ได้ถูกเปิดใช้งานไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2014 )

เกาะ Penang (ภาษามาเลย์: Pulau Penang) เป็นหนึ่งใน13 รัฐที่ประกอบขึ้นเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย เดิมชาวมาเลย์รุ่นแรกเรียกว่า ปูเลาวาซาตู หรือ เกาะเดี่ยว ต่อมาพบในแผนที่เดินเรือ เรียกว่า ปูเลาปีนัง หรือ เกาะหมาก ต่อมาอังกฤษเรียกว่า เกาะพรินซ์ออฟเวลส์ รัฐปีนังประกอบด้วยพื้นที่ 2 ส่วน ได้แก่ เกาะปีนัง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศ และเป็นที่ตั้งของจอร์จทาวน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ และเซเบอรังเปอไร (สมารังไพร) ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่ง รัฐปีนังเป็นเขตการปกครองเพียงแห่งเดียวของมาเลเซียที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน มากกว่าประชากรเชื้อสายมลายู ในอดีตเกาะปีนังเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเกดะห์ต่อมาในปี ค.ศ.1700 อังกฤษซึ่งแสวงหาท่าเรือสินค้าสำหรับใช้เป็นทักจอดรับเสบียงในการค้าขายระหว่างอินเดียและจีนได้ส่ง Captain Francis Light มาขอเช่าเกาะ

 

ปีนังจากสุลต่านแห่งรัฐเคดะห์โดยแลกกับ การทีอังกฤษจะให้ความช่วยเหลือด้านการทหารแก่รัฐเคดะห์ในกรณีที่ถูกคุกคามจากต่างชาติ อย่างไรก็ดี เมื่อไทยโดยเจ้าเมือง นครศรีธรรมราชเข้ามาตีดินแดนทางใต้ ทางรัฐเคดะห์ ก็ได้รวม เปอร์ลิส เคดะห์ กลันตัน ตรังกานู และปีนัง เข้าเป็นประเทศราชของไทย โดยไทยได้เรียกเคดะห์และปีนังว่าเมืองไทรบุรี โดยอังกฤษก็ไม่ได้ขัดขวางไทยและไม่ได้ช่วยคุ้มครองเคดะห์เพราะอังกฤษก็ต้องการที่จะครอบครองเกาะมะละกาอยู่แล้วต่อมาปีค.ศ.1909 ไทยได้ทำสนธิสัญญากับอังกฤษให้ไทยยินยอมยกเมืองปีนังและเมืองขึ้นอื่นๆบนเกาะมะละกาให้กับอังกฤษ และใช้ปีนังเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าระหว่างอินเดียกับจีน อย่างไรก็ดีสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่คือ มีชาวมาเลย์ เชื้อสายไทย ซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นคนไทยในอดีตอาศัยอยู่ในรัฐต่างๆในแถบตอนเหนือ ของมาเลเซีย ที่เรียกตัวเองว่า “ชาวสยาม” (Siamese) โดยมีจำนวนมากกว่า 60,000 คน และยังคงรู้สึกว่าเป็นคนไทย พูดและใช้ภาษาไทย นับถือศาสนาพุทธ และยังคงรักษาธรรมเนียมประเพณีไทยไว้ได้อย่างดี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ปีนังได้ตกอยู่ใต้ความคุ้มครองของญี่ปุ่นเป็นเวลากว่า3 ปีและเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามมาเลเซียก็ลับไปเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนกระทั่งปี ค.ศ. 1957 อังกฤษจึงได้ให้เอกราชโดยสมบูรณ์แก่มะละกาหรือประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน) ลงจากสะพานแล้วรถบัสวิ่งเข้าย่าน จอร์จทาวน์ (George Town) เป็นเมืองเอกของรัฐปีนัง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะปีนัง เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2008 UNESCO ได้การประกาศขึ้นทะเบียนในนาม มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา เป็นมรดกโลก เนื่องจากมีภูมิสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่ไม่ซ้ำใครทั้งในตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บ่าย เตรียมพร้อมเดินและเดิน เพื่อเที่ยวชมความงดงามของแหล่งตึกโบราณและงานศิลปะ ย่านถนน Cannon Street ของ George Town เพลินเดินชมตึกโบราณอาคารสวยแล้วเข้าชม ศาลเจ้าตระกูลคู (Khoo Kongsi) ที่มีการตกแต่งแบบจีนที่มี สถาปัตยกรรมสวยงามแสนจะอลังการ การตกแต่งภายนอกและภายในอันสวยวิจิตรและมากด้วยฝีมือของช่างไม้ที่แกะสลักเสลา ช่างหล่อโลหะที่แสดงฝีมือได้อย่าง มีชีวิตชีวา เป็นการแสดงถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของคนจีนในปีนังมาเนิ่นนานและเป็นคฤหาสน์แบบจีนหรืออาคารที่เป็นศาลเจ้าที่สักการะบรรพบุรุษของตระกูลชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซียและในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้(การอพยพของคนจีนจากเมืองฮกเกี้ยนเริ่มตั้งแต่ตอน ต้นศตวรรษที่16 เมื่อพวกฝรั่งเริ่มเข้ามาค้าขายพวกสนุนไพรและเครื่องเทศแถบอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ คนจีนตอนนั้นอพยพไปที่ฟิลิปปินส์ ลูซอนเพราะเป็นอาณานิคมของสเปนต่อมาจึงมะละกาและปีนังที่นี่ คนแซ่คูมาตั้งรกรากเกือบ200 ปีและสืบสกุลมากว่า15 ชั่วคนแล้ว ศาลเจ้าแซ่คูนี้แบ่งเป็นสามตอนชั้นบนส่วนห้องโถงกลางเป็นที่เซ่นไหว้เทพเจ้าและไหว้บรรพบุรุษเพดานจะมีคานทำด้วยไม้เนื้อหนาแกะสลักอย่างสวยงาม ส่วนระเบียงด้านหน้าจะมีลวดหลายของเหล็กหล่อที่เป็นดอกไม้ สัตว์ต่างๆ นกน้ำและกบเขียดที่หล่อจากโลหะอย่างสวยงามมีชีวิตชีวา ด้านล่างตั้งแต่บันไดขึ้นไปก็มีการแกะสลักหินแกรนิตได้สวยงามเดียวกับราวระเบียงด้านหน้าเช่นกัน จากนั้นเดินเลี้ยวเข้าชมย่าน Armenian Street ” Penang Street Art ” จุดชมภาพวาด 3 มิติ ซึ่งสามารถพบเห็นภาพวาดต่างๆได้ตามกำแพงข้างถนน ผนังบ้านและตึก ประตู หน้าต่าง และอื่นๆ โดยภาพวาดส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับอิริยาบถต่างๆของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพเด็กปั่นจักรยาน ภาพเด็กผู้หญิงกำลังผลักดันตัวเองขึ้นไปบนหน้าต่างสองบาน ภาพเด็กกำลังปีนเก้าอี้เพื่อหยิบสิ่งของและอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก พร้อมถ่ายภาพเป็นความทรงจำ เพลินเดินชมตึกโบราณ แต่ก่อนที่จะไปชมขอนำท่านแวะเข้าไปชม ศาลเจ้า Cheah Kongsi ศาลเจ้าประจำตระกูลเซี่ย ที่สวยงามและเก่าแก่ของจอร์จทาวน์ อายุประมาณ 146 ปี กันก่อนให้เวลาอิสระ ถ้าไม่ชอบท้าทายกับการเดินหางานศิลป์ริมข้างฝา สามารถปลีกตัวไปแวะชิม ขนมเปี๊ยะปีนัง กับชาก็ต้องร้านเก่าแก่ Ming Xiang Tai Pastry Shop จิบกาแฟคลายร้อนที่ร้านกาแฟเก๋ๆก็แนะนำที่ Gudang Cafe เลือกซื้อสินค้าที่ระลึกตามอัธยาศัย
ได้เวลานำท่าน ขึ้นรถชมย่านริมทะเล ท่าเรือเฟอร์รี่-หอนาฬิกาควีนวิกตอเรีย-ป้อมปราการคอร์นวอลลิส-ศาลาว่าการ (City Hall) –ศาลากลางเมือง ( Town Hall ) แล้วต่อไปยังย่านเขตเมืองใหม่ เกอร์นีย์ (Gurney) เพื่อสัมผัสอีก 1 สีสันของเมืองมรดกโลกปีนังต้องไป Street Food ลานอาหารโต้รุ่งยอดนิยมของชาวเมืองย่าน Gurney Drive ถนนริมชายหาดชื่อดังศูนย์กลางอาหารกลางแจ้งเป็นที่ตั้งของร้านอาหารพื้นเมืองจากเมืองต่างๆกว่า 100 แผง เรียกว่ามาแล้วได้บรรยากาศเมืองแห่งการกินอย่างแท้จริง
ค่ำ  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
นำคณะเดินทางเข้าที่พักระดับ 4 ดาว  Cititel Penang Hotel หรือระดับใกล้เคียง
วันที่สาม ปีนัง – รัฐเปรัค – เบตง – พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง – อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ – ตู้ไปรษณีย์ – หอนาฬิกา
เช้า  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร โรงแรมที่พัก
หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว นำท่านอำลา เกาะปีนัง เมืองอิโปร์ใช้เวลาเดินทาง 3 ชม.พักผ่อนบนรถ
11.00น คณะเดินทางถึงด่าน Pengkalan Hulu, รัฐ Perak –เบตง นำคณะผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง
(เวลาไทย) เดินทางเข้าตัวเมือง อำเภอเบตง อีก 7 กม. อำเภอเบตง ดินแดนที่มีคำขวัญว่า “เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน” อำเภอเบตงในสมัยที่กล่าวถึงนี้ขึ้นอยู่กับเมืองรามัน และเมืองรามันเป็นเมือง “เมืองขึ้น” ของสยาม “เบตง” ชื่อนี้มาจากภาษามลายู คือ “Buluh Betong” ที่หมายถึง “ไม้ไผ่” หรือ “ไผ่ตง” เนื่องเพราะในอดีตพื้นที่แห่งนี้อุดมไปด้วยต้นไผ่ แต่ปัจจุบันต้นไผ่สูญหายไปตามสภาพเมืองที่เติบโตขึ้นอยู่ห่างจากตัวเมืองยะละประมาณ 140 กม.ทางทิศใต้ ติดกับรัฐเปรักและรัฐเคดะห์ของประเทศมาเลเซีย ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะในอ้อมกอดของขุนเขาสันกาลาคีรี มีที่ราบประมาณ 10 % ทำให้ที่นี่มีบรรยากาศคล้ายภาคเหนือตอนบนของไทย อากาศที่เบตงเย็นสบายตลอดทั้งปี ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์นี่เอง ที่ทุก ๆ ด้านถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาและป่าดงดิบผืนใหญ่ การเดินทางนอกจากถนนเส้นหลักแล้วทำได้ลำบากมาก จึงทำให้ปัญหาความขัดแย้งจากภายนอกไม่สามารถแทรกซึมเข้ามาในพื้นของเขตเมืองเบตงได้
กลางวัน  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหาร
บ่าย นำท่านเข้าชม “พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง” ที่สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นประยุกต์หลังคาซ้อนหลายชั้นพิพิธภัณฑ์เมืองเบตง เป็นแหล่งเก็บรวบรวมศิลปวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ โบราณวัตถุ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ เมืองเบตงต่างๆ เท่าที่จะหามาได้ ในพิพิธภัณฑ์ชั้นหนึ่งเก็บรวบรวมศิลปวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ โบราณวัตถุ อาทิ ถ้วยชามเครื่องเคลือบ โต๊ะ ตู้ เตียง โบราณ ตะเกียงเก่า เรือสำเภาจำลอง กี่ทอผ้า อุปกรณ์ปั่นฝ้าย ส่วนชั้นสองจัดแสดงภาพเก่าเมืองเบตง และข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจในเมืองนี้ พิพิธภัณฑ์เมืองเบตงยังมีความพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นจุดชมวิวชั้นดีที่เมื่อขึ้นไปชั้นบนสุดมองลงมาจะเห็นตัวเมืองเบตงได้อย่างชัดเจน และสามารถมองเห็น สนามกีฬากลางหุบเขาของเบตงได้
นำคณะเข้าที่พัก โรงแรมแกรนด์แมนดาริน เบตง (พัก 2 คืน)
โรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองเบตงเชิญท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย
ค่ำ  รับประทานทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารต้าเหยิน
ชิมเมนูเมืองเบตง ที่มาถึงแล้วต้องทาน เช่น ไก่เบตง ผักน้ำ หมี่เบตง เคาหยก ปลาจีน ฯ
ระหว่างทางก่อนถึงร้านแวะชมสถานที่อันเป็นเอกลักษณ์ทางการท่องเที่ยวตั้งอยู่เป็นไฮไลท์ในตัว เมืองเบตง
1. อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของเมืองไทย ที่ขุดทอดโค้งให้รถวิ่งซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เบตงมีเสน่ห์ต่างจากเมืองอื่นๆ อุโมงค์นี้เปิดใช้เมื่อ 1 ม.ค. 2544 สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการจราจรระหว่างเมืองเก่ากับเมืองใหม่ ขุดโค้งทอดยาวประมาณ 273 เมตร กว้าง 9 เมตร สูง 7 เมตร มีทางเดินทางอยู่ภายใน ดูดีมีเสน่ห์กว่าอุโมงค์สมัยใหม่ แล้วเดินต่ออีกนิดเชิญท่านถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับ
2.หอนาฬิกาเมืองเบตง สัญลักษณ์จุดศูนย์กลางของเมืองสร้างจากหินอ่อนสีขาวนวลจากเมืองยะลา
3.ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งก็ตั้งอยู่บริเวณแยกหอนาฬิกาตั้งแต่ปี พ.ศ.2482 ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จุดประสงค์ที่สร้างไว้ในครั้งแรกก็เพื่อ…..ไปหาคำตอบกันค่ะ ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่เป็นตัวตู้ไม่รวมฐานมีเส้นรอบวง 140 ซม. และสูง 290 ซม.
อิ่มอร่อยกันแล้วเดินกลับที่พักในเส้นทางเดิม ท่านสามารถแวะถ่ายภาพบรรยากาศในสถานที่เดิมแต่เพิ่มเติมให้ได้แสงสียามค่ำคืน เช่น ที่วงเวียนหอนาฬิกาพอพลบค่ำก็จะมีฝูงนกนางแอ่นมาเกาะตามสายไฟ หรือ แวะชิล ดื่มชาทานโรตี เพื่อให้เห็นวิถีคนเบตง ตามอัธยาศัย

 

วันที่สี่ ตะลอนเที่ยวกันแถวนอกเมืองเบตง บ่อน้ำร้อนเบตง – ดูการเลี้ยงปลาจีน – แปลงปลูกผักน้ำ

อุโมงค์ปิยะมิตร – สวนหมื่นบุปผา
เช้า ตื่นเช้าออกกำลังเดินไปเที่ยวชม ตลาดเช้า ให้เห็นวิถีคนเบตง
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังอาหาร นำคณะเดินทางออกนอกเมืองในเส้นทางเบตง-ยะลา กิโลเมตรที่ 4 อันเป็นจุดเริ่มต้นแหล่งท่องเที่ยวในย่าน “บ้านบ่อน้ำร้อน” ชุมชนแรกที่จัดตั้งเพราะถูกค้นพบของชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตพรมแดนไทย-มาเลเซีย เพราะพบว่ามีลำธารที่มีความร้อนช่วยบรรเทาอากาศที่หนาวเย็นและบำบัดโรคได้ แล้วพูดต่อๆกันเกิดการอพยพมาตั้งถิ่นฐานและประกอบกับสภาพภูมิอากาศอำนวยต่อการทำเกษตรกรรม กลายเป็นชุมชนใหญ่และขยายตัวเกิดเป็นหมู่บ้านอื่นๆ ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (ไทย-จีน-มลายู-ลาหู่) อาชีพ และแหล่งท่องเที่ยว
09.00 น. จุดที่ 1 นำท่านเที่ยวชม บ่อน้ำร้อนเบตง เดิมเป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติขนาดใหญ่ อาณาบริเวณประมาณ 3 ไร่ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งของเบตงที่มีน้ำพุเดือดขึ้นมาจากพื้นดิน อุณหภูมิของน้ำประมาณ 80 C ตรงจุดบริเวณที่น้ำเดือดสามารถต้มไข่สุกภายใน 7 นาที และเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้า OTOP ของเมืองเบตงอีกด้วย
10.00 น. จุดที่ 2 เมื่อนำท่านชิมเมนูดังของเมืองเบตงกันแล้วก็ต้องพาท่านมาชมแหล่งการเพาะเลี้ยงของดังกันบ้าง
แวะชม การเลี้ยงปลาจีน หรือ เฉาฮื้อ ปลาดังนำขึ้นเหลาที่นิยมรับประทานกันมากใน อ.เบตง การที่มีชื่อเรียกว่า ปลาจีน เพราะมีต้นกำเนิดมาจากลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ประเทศจีน ต่อมาชาวเบตงได้นำพันธุ์ปลามาจากมาเลเซียมาเลี้ยงในแหล่งน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำเล็ก ๆ ตามไหล่เขา ที่มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา แล้วได้ผลดี พื้นที่อ.เบตงเป็นที่ราบแคบอยู่ตามไหล่เขา ไม่มีที่ลุ่มหรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่พอจะทำการประมงได้ ดังนั้นอาหารจำพวกปลาจึงมีราคาแพง จึงได้มีการคิดหาวิธีที่จะเลี้ยงปลาในบ่อขนาดเล็กตามไหล่เขาและพันธุ์ปลาที่เหมาะสม คือ ปลาจีน เพราะชอบอยู่ในน้ำที่ไหลรินอยู่ตลอดและกินพืชเป็นอาหารซึ่งหาได้ไม่ยากในท้องถิ่นปลาจีนมีลักษณะคล้ายปลากระบอก ถ้าเลี้ยงให้โตเต็มที่ประมาณ 3-5 ปี จะมีน้ำหนักถึงตัวละ 9-10 กิโลกรัม ปลาจีนกินพืชเป็นอาหาร เช่น ผักบุ้ง ใบหรือหัวมันเทศ รำข้าว แหน ผักกาด การเลี้ยงปลาจีนเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี ปลาจีนทั่วไปกิโลกรัมละ 50 บาท เลี้ยงส่งขายใน จ.ยะลา มาเลเซีย และส่งขายยังกรุงเทพมหานคร จนกระทั่งกลายเป็นอาหารประจำเมืองที่สร้างชื่อเสียงให้กับ อ.เบตง แต่การเพาะเลี้ยงยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เพราะมีข้อจำกัดเรื่องคุณภาพน้ำ – การทำบ่อที่ต้องการไหลหมุนเวียนของน้ำตลอดเวลา อุณหภูมิในน้ำที่เหมาะคือ ระหว่าง 25-30 C
11.30 น. จุดที่ 3 แปลงปลูก “ซีหย่างชอย”หรือ ผักน้ำ ผักที่มีต้นกำเนิดจากประเทศฝรั่งเศส แล้วนำมาปลูกที่ประเทศจีน แล้วแพร่หลายมาทางประเทศมาเลเซียและบริเวณชายแดน อ.เบตง แต่ก่อนนิยมทานกันในหมู่ ชาวจีนใน จ.ยะลาเท่านั้น ใช้ยอดอ่อนบริโภคการปลูกมีลักษณะพิเศษ คือ ต้องปลูกต้องอาศัยปัจจัย 3 อย่าง
 
1.น้ำต้องสะอาด น้ำต้องเย็นใส ไม่มีสนิม และต้องเป็นน้ำที่ไหลมาจากภูเขา โดยเฉพาะน้ำที่ไหลจากซอกหิน 2.อุณหภูมิต้องไม่เกิน 30 C เบตงมีอุณหภูมิ 22-25 C และ 3. สภาพแวดล้อมอื่นๆ เช่นแสง หรือ ความชื้น เช่นแสงจัดผักจะเหนียว-ขม ช่วงที่ให้ผลผลิตมาก คือ ช่วงหน้าหนาว ต.ค.-ก.พ.ผักน้ำมีสรรพคุณแก้ร้อนในและ ลดความดันโลหิตสูง ถ่ายภาพที่ระลึกกับวิวแปลงผักน้ำที่ดูงดงามแล้วถ่ายรูปที่ระลึกกับ ซุ้มประตูทางเข้าบ้านปิยะมิตร 1
กลางวัน  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารท้องถิ่นที่ อุโมงค์ปิยะมิตร พร้อมเลือกซื้อสินค้าสมุนไพรตำหรับยาจีน
บ่าย นำท่านเที่ยวชมต่อ จุดที่ 4 เที่ยวชม อุโมงค์ปิยะมิตร เยือนถิ่นสงคราม มุดอุโมงค์ฐานที่มั่นเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟังเล่าเรื่องย้อนรอยประวัติศาสตร์ ผู้ก่อการร้ายโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) ชื่อเรียกกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา หรือ พคม. (The Communist Party of Malaya – CPM) และเนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์จีนจึงทำให้มีชื่อเรียกในนามว่า “โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา” หรือ เรียกสั้นๆ “จคม” โดยมี “นายจีนเป็ง” ตำนานผู้นำกองกำลังติดอาวุธผู้เชี่ยวชาญการทำสงครามกองโจร และจีนเป็งผู้นี้ยังมีตำแหน่งเป็นถึงอดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์มลายาเป็นผู้นำ ระหว่างปี 2491-2503 รัฐบาลมาเลเซียปราบปรามอย่างหนัก ทำให้ต้องหลบหนีการปราบปรามของรัฐบาลมาเลเซียเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการและเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย – มาเลเซีย โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายาบางส่วนปรากฏตัวครั้งแรกในประเทศไทย เขตพื้นที่อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สะเดา จ.สงขลา วิทยากรนำชมอุโมงค์ประวัติศาสตร์ ตัวอุโมงค์ถูกขุดด้วยมือของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาเขต 2 เมื่อปี พ.ศ. 2519 โดยใช้สำหรับหลบการโจมตีทางอากาศและเพื่อสะสมเสบียง สำหรับการสร้างนั้น ต้องใช้กำลังคน 40 – 50 คน ขุดเข้าไปในภูเขา โดยใช้เวลาเพียง 3 เดือน ในการสร้าง ซึ่งตัวอุโมงค์บางช่วงมีความกว้าง 50-60 ฟุต ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถจุคนได้เกือบ 200 คน มีช่องทางเข้าออกทั้งหมด 9 ช่องทาง เชื่อมต่อถึงกันหมด ปัจจุบันเหลือเพียง 6 ช่องทาง ภายในอุโมงค์ มีสถานีวิทยุของพรรคฯ มีห้องนอนและห้องเก็บเสบียง ภายในมีลักษณะคดเคี้ยวบ้าง เป็นซอกมุมบ้าง ส่วนด้านบนเป็นป่ารก มีต้นไม้ใหญ่มากมายปกคลุม สามารถหลบการลาดตระเวนจากฮอฯของรัฐ ซึ่งทำให้เกิดความยากลำบากในการปราบปราม กระทั่งในปี 2528 พลตรีกิตติ รัตนฉายา ยศขณะนั้นเปิดแผนเจรจาภายใต้ “สัญญาสุภาพบุรุษ” …ภายหลังการเจรจาทั้ง 5 ครั้ง ในที่สุดวันที่ 2 ธันวาคม 2532 “จคม.” ก็ประกาศสลายกองกำลัง ลงนามความตกลง…ส่วนหนึ่งเดินทางกลับภูมิลำเนา ส่วนที่เหลือในประเทศไทยก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขภายใต้ “โครงการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ถือเป็นการยุติบทบาทของโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา อุโมงค์ปิยะมิตร ถูกปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้กับบุคคลทั่วไปเข้าเยี่ยมชมจัดให้มีพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์โดยเอาเครื่องไม้เครื่องมือ ของที่ใช้จริงในป่า แสดงภาพและเรื่องราวประวัติศาสตร์ รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตในป่า
เบรคบ่ายวันนี้ต้องนำเสนอเป็นเฉาก๊วยเบตงเจ้าดัง กม.4 ค่ะ
16.00 น. ออกเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านปิยะมิตร 2 เพื่อชม สวนหมื่นบุปผา ภายใน “โครงการทดลองปลูกไม้ดอกเมืองหนาว” ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความร่วมมือของจังหวัดยะลากับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. เป็นผู้ผลักดันอีกแรง ด้วยเพราะหมู่บ้านปิยะมิตร 2 ซึ่งมีอากาศหนาวทำให้ปลูกยางพาราไม่ได้ผล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จเยือนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 ทรงแนะนำแนวทางปลูกไม้เมืองหนาว ทำให้หุบเขาดังกล่าวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีดอกไม้เมืองหนาวหลากสีเช่นเดียวกับบนดอยทางภาคเหนือ สำหรับโครงการไม้ดอกเมืองหนาว เป็นการศึกษาทดลองปลูกไม้ดอกเมืองหนาวต่างๆ อาทิ เบญจมาศ กุหลาบ เยอบีรา หน้าวัว ไฮเดนเยีย ดาวเรือง ทานตะวัน ซัลเวีย นอกจากนี้ทางโครงการยังนำร่อง ขยายผล และเป็นต้นแบบให้ชาวบ้านในพื้นที่เพาะปลูกพืชเมืองหนาวส่งขายในพื้นที่ภาคใต้ สร้างรายได้เลี้ยงตัวแบบพอเพียง ไม่เพียงเท่านั้นชาวบ้านกลุ่มนี้ยังเรียนรู้ นำต้นแบบจากโครงการไม้ดอกเมืองหนาวมาจัดสร้างเป็น “สวนหมื่นบุปผา” ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับโครงการไม้ดอกเมืองหนาวชนิดเดินไปมาหาสู่กันได้ พร้อมที่พักไว้บริการนักท่องเที่ยวค่ะ ได้เวลานำท่าน เดินทางลงจากเขา
ค่ำ  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารต้าเหยิน ชิมเมนูเมืองเบตงที่มาถึงแล้วต้องทาน เช่น ไก่เบตง ผักน้ำ หมี่เบตง เคาหยก ปลาจีน ฯ
หลังอาหารนำคณะเดินทางกลับที่พัก โรงแรมแกรนด์แมนดาริน เบตง เชิญท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย
 
วันที่ห้า ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง – วัดพุทธาธิวาส – ด่าน ตม. บ้านประกอบ จ. สงขลา – หาดใหญ่ กรุงเทพฯ
04.30 น. รับคณะออกเดินทางจากที่พักเดินทางสู่ ตำบลอัยเยอร์เวง อ.เบตง
ถึง กม.32 ในเส้นทางเบตง-ยะลา ขึ้นไปยังเขตพื้นที่ของเขาไมโครเวฟ ที่ความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,038 ฟุต ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ไปชมทะเลหมอกในมุมมองกว้าง 360 องศา (ขึ้นกับสภาพอากาศ)
เช้า  รับประทานอาหารเช้า แบบติ่มซำในบรรยากาศแบบบ้านๆ คึกคักด้วยผู้คนท้องถิ่นและผู้มาเยือนที่ ร้านไทซีฮี้
จากนั้น เช็คเอาท์จากโรงแรม นำคณะเดินทางสู่ “วัดพุทธาธิวาส” เดิมชื่อ“วัดเบตง” เป็นวัดที่มีชัยภูมิดีมากตั้งอยู่บนเนินเขา เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเบตงเชิญท่านสักการะ พระมหาธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ ที่หมายถึงการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า ลักษณะเจดีย์ก่อสร้างแบบศรีวิชัยประยุกต์ สีทองอร่าม สูง 39.9 เมตร ภายในเจดีย์ชั้นบนสุดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และมีพระพุทธธรรมประกาศเป็นพระประทาน มีรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่อยู่ที่ชั้นล่าง สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสพระชนมายุครบ 60 พรรษา จากเจดีย์สามารถมองเห็นทัศนียภาพของวัดและเมืองเบตงอีกมุมหนึ่งได้สวยงาม
10.00 น. ผ่านชมโรงเรียนจีน แล้วเดินทางมุ่งหน้าสู่ด่านชายไทย-มาเลเซีย
กลางวัน  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
12.30 น. คณะเดินทางถึงด่าน เบตง – Pengkalan Hulu, รัฐ Perak แวะถ่ายรูปที่ระลึกแล้วนำคณะผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง
12.45 น. ผ่านพิธีการแล้วออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ ด่านพรหมแดนมาเลเซีย-ไทย (ด่าน Bukit Kayu Hitam รัฐ Kedah-ด่านสะเดา
16.00 น. แวะให้ท่านได้ช้อปปิ้งสิ้นค้าปลอดภาษีนานาชนิด เช่น น้ำหอม นาฬิกา เสื้อผ้าที่ The Zone Duty Free
17.30 น. ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 2 ประเทศแล้วนำคณะเดินทางสู่ อ.หาดใหญ่ เมืองย่านการค้า
18.30 น.  บริการอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร
หลังอาหารนำท่านเดินช้อปปิ้งย่านการค้า ตลาดกิมหยง ถนนสันติสุข แวะชิมขนมหวานอร่อย รังนกแท้
เพื่อสุขภาพ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ
20.00 น. นำท่านเดินทางสู่ สนามบินหาดใหญ่ เจ้าหน้าทีมงานช่วยโหลดกระเป๋า น้ำหนัก 15 กิโลกรัม / ท่าน
21.50 น. เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร โดยสายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ FD 3113
23.15 น. ถึง สนามบินดอนเมือง โดยสวัสดิภาพ พร้อมรอยยิ้มและความประทับใจ

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : MCT2 มาเลเซีย กัวลา คาเมรอน ปีนัง เบตง หาดใหญ่ 5วัน4คืน บิน FD ราคาเริ่มต้น 19,900 บาท