หุบเขาตังยังยากจนอยู่มากเมื่อเทียบกับหุบเขาบุมถัง เพราะเพาะปลูกไม่ค่อยได้ผลผู้คนต้องหันมาเลี้ยงแกะแทน แต่ปัจจุบันมีการนำมันฝรั่งเข้ามาปลูก ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงไม่ค่อยสนใจจะเลี้ยงแกะกันอีก ทุกวันนี้ยังมีภาพหญิงชราห่มหนังแกะสีดำไว้บนหลังปรากฎให้เห็น หนังแกะดังกล่าวทำหน้าที่เป็นทั้งเสื้อกันหนาว เสื้อกันฝน และผ้าปูรองนั่งนุ่มๆ บนพื้น
เมบัตซอ
แม่น้ำถังซูไหลผ่านกลางทิวเขาแรก ก่อเกิดเป็นธารแคบๆ และมี “บึงเปลวไฟ” เมบัตซอเป็นหนึ่งในสถานที่แสวงบุญที่สำคัญที่สุดในภูฎาน
ที่นี่เป็นที่ซึ่งท่านเปมา ลิงปะได้มาค้นพบคุณสมบัติที่คุรุรินโปเชซุกซ่อนไว้จนกลายเป็นเตร์ตน (ผู้ค้นพบสมบัติทางศาสนา) ไปในที่สุด ตำนานดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีในภูฎานเรื่องราวมีอยู่ว่าวันหนึ่งของปี 1475 ขณะที่เปมา ลิงปะเข้าป่าไปเก็บเห็ด มีคนแปลกหน้านำม้วนกระดาษมามอบให้และหายตัวไป ในม้วนกระดาษนั้นมีข้อความเขียนบอกให้ท่านไปหาสมบัติล้ำค่าทางศาสนาที่ซ่อนอยู่ในผาริงที่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ เปมา ลิงปะจึงมุ่งหน้ามาที่ธารพร้อมเพื่อนอีกห้าคน พอเข้าใกล้ธาร เปมา ลิงปะก็เริ่มมีท่าทางแปลกๆ เหมือนตกอยู่ในมนต์สะกดท่านกระโดดลงไปในแม่น้ำ ว่ายไปที่หน้าผาปีนขึ้นไปเอาคัมภีร์ แล้วว่ายน้ำกลับมายังฝั่งเดิมอีกครั้ง ทำให้เพื่อนๆ ที่ร่วมทางไปด้วยพิศวงงงงวยไปตามๆกัน
จริงๆ แล้วเมบัตซอไม่ใช่บึงน้ำ แต่เป็นห้วยที่มีแม่น้ำไหลผ่าน และเป็นสถานที่จารึกแสวงบุญที่สำคัญยิ่งของภูฎาน โยสาธุชนจะนำตะเกียงดวงน้อยมาลอยน้ำ บนแนวผามีการสลักภาพท่านเปมา ลิงปะกับบุตรชายทั้งสองพร้อมตั้งแท่นบูชาเล็กๆ เอาไว้ ถัดขึ้นมาตามถนนสายหุบเขาตังจะพบสำนักชีแห่งซึ่งตรุลกุแห่งกังเตเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น
คฤหาสน์อูเก็นเชอลิง
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 14 ที่นี่เคยเป็นที่ปลีกวิเวกของพระอริยบุคคลในนิกายญิงมาปะนามลงเช็น รับจัม ครั้นถึงปลายศตวรรษที่ 14 ท่านโดร์จี ลิงปะจึงตัดสินใจตามมาปักหลักอยู่ที่นี่และได้ค้นพบสมบัติล้ำค่าทางศาสนามากมาย แม้จะเคยไปพำนักอยู่ตามสถานที่ต่างๆ หลายที่แต่ดูเหมือนโอเก็น เชอลิงจะเป็นที่ท่านโดร์จีลิงปะชื่นชอบที่สุดในภูฎาน ลูกหลานของท่านก็ปักหลักอยู่ที่นี่ และช่วยกันเผยแผ่คำสั่งสอนของท่านออกไป แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาสายสัมพันธ์อันดีกับอารามที่เชอดรักในทิเบตใต้เอาไว้ด้วย
อารามหลังเดิมนั้นได้รับการอนุรักษ์เอาไว้จนกลางทศวรรษที่ 19 พอถึงปี 1897 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สร้างความเสียหายอย่างหนัก และต้องรอจนล่วงเข้าสู่ต้นศตวรรษนี้ และต้องรอจนล่วงเข้าสู่ต้นศตวรรษนี้ ข้าหลวงปกครองจาการ์ผู้เป็นหลานปู่ของท่านโซคิ โดร์จี นามว่าอูเก็น โดร์จี จึงได้มาบูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่ ชาวบ้านในหุบเขาก็ยกย่องด้วยการเรียกว่า ป้อม (ซอง) แทนที่จะเรียกว่าคฤหาสน์ประมุขของอูเก็นเชอลิงนับจากยุคของท่านเป็นลปโซคิ โดร์จีก็เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมาจนถึงกลางศตวรรษที่ 20 ทุกวันนี้อูเก็น เชอลิงก็ยังคงเป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูลอันเก่าแก่อยู่เช่นเดิม
อารามโทวาดรา (โทวาดรากมปา)
ลามะโลเลปะ (ปี 1187-1250) แห่งนิกายดรุ๊กปะคายุปาเป็นผู้ก่อตั้งอารามโทวาดราขึ้นในปี 1238 และในปลายศตวรรษที่ 18 ลามะซุงซับ เกลเซ็น (มีอีกชื่อหนึ่งว่าจิกมี ลิงปะ (ปี 1730-1798) อาจารย์ใหญ่ในนิกายซกเซ็นของทิเบตก็ได้มาตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นที่นี่




GTP Feeds