ภูฏานตั้งอยู่ กึ่งกลางระหว่างอินเดียกับจีน(ทิเบต) มีขนาดเท่าสวีตเซอร์แลนด์ แต่มีประชากรเบาบางมาก (ถ้านับรวมคนต่างชาติมี 634,972 คน นับแต่คนภูฏานมี 552,996 คน จากการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2005) ภูฏานยังเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ ทิวเขาของภูฏานตระหง่านเยี่ยมเทียมฟ้า อุดมไปด้วยป่าอันเขียวครื้ม ผู้คนน่ารัก อากาศบริสุทธิ์ สถาปัตยกรรมโดดเด่น ศาสนาน่าทึ่ง ศิลปกรรมเลอเลิศ ในประเทศไม่มีขอทาน ขโมยก็มีน้อยมาก อาชญากรรมรุนแรงแทบไม่เคยปรากฏ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวมีเต็มร้อย ภูฏานนับเป็นสวรรค์แห่งสุดท้ายบนพื้นพิภพที่ซ่อนตัวอยู่กลางเทือกเขาลึกอย่างแท้จริง
ประชากรร้อยละ 80 ของภูฏานยังหาเลี้ยงชีพการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์กันอยู่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นชนบทท้องไร่ท้องนา ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมปรากฏให้เห็น ยกเว้นในภาคใต้ ความงามของท้องทุ่งอันเขียวขจีจึงดูราวกับภาพฝันในสายตาของนักท่องเที่ยวที่มาจากโลกอุตสาหกรรม สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในภูฏานก็คือสัญลักษณ์ทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นโชร์เต็น (สถูป/เจดีย์) ที่กระจัดกระจายอยู่ตามขุนเขาดงดอย ธงมนต์ที่โบกสะบัด กระบอกมนต์ที่หมุนตามแรงน้ำจากลำธารกลางขุนเขาหรือวัดวาอารามต่างๆพุทธศาสนาดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง บ่งชัดถึงทรรศนะของผู้คน จะเป็นพระลามะในชุดแดง ลามะชั้นสูง หรือพระบ้านในหมู่บ้านก็ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อชาวบ้านทั้งในแง่ศิลธรรมและจิตวิญญาณ อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในความเป็นไปทุกอย่าง ตั้งแต่การแต่งงาน การออกเดินทาง งานพิธีของทางการ การเลื่อนตำแหน่ง ตลอดจนวัตรปฏิบัติอันเป็นหน้าที่หลัก การประสาทพรให้กับชาวบ้าน และการจัดงานเทศกาลต่างๆ ความสำคัญของพวกท่านยิ่งทวีขึ้นเมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่า ภูฏานเป็นประเทศเดียวในโลกที่ถือเอาพุทธศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ
คณะกรรมาธิการวัฒนธรรมแห่งชาติได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลด้านการอนุรักษ์เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ โดยร่วมมือกับราษฎรในทุกภาคส่วน ทั้งในชนบทและในเมือง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจิตวิญญาณแห่งภูฏานจะยังได้รับการฟูมฟักรักษาเฉกเช่นกับที่เคยเป็นมานานนับพันๆปี
ศาสนา ขนบประเพณี และการบูชาบรรพบุรุษประกอบกันขึ้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติแบบภูฏาน ซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดในแง่ของการให้ความเคารพนับถือองค์กรทางศาสนาและการสวมใส่ชุดประจำชาติ การให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมอันเก่าแก่เป็นนโยบายที่รัฐบาลกำหนด
ชาวภูฏานไม่เคยคิดที่จะละทิ้งมรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของตนเพื่อรับเอาค่านิยมของยุคสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ภูฏานไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติใด ผู้คนจึงรักความเป็นไทและภาคภูมิใจในขนบประเพณีวัฒนธรรมของตน พวกเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะรับเอาแนวคิดของชาติตะวันตกเข้ามาเพียงเพราะชาติเหล่านั้นเป็นมหาอำนาจและมีความเจริญทางวัตถุมากกว่า ตรงกันข้าม พวกเขาใช้เหตุและผลคัดสรรเอาเฉพาะแนวคิดที่จะช่วยพัฒนาวิธีชีวิตและประเทศชาติของตนได้มาใช้ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในกรอบประเพณีและวัฒนธรรมของภูฏานและต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมกับจิตวิญญาณแบบภูฏานให้เสื่อมทรามลง จนปัจจุบัน ชาวภูฏานก็ยังยึดมั่นในขนบธรรมเนียม พวกเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนตนเองให้เข้ากับกระแสของวัฒนธรรมสมัยใหม่ พวกเขาแตกต่างและพอใจที่จะคงความแตกต่างนั้นไว้ แนวคิดเรื่อง “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” ที่พระเจ้าจิกมี ซิงเก วังชุกทรงริเริ่มขึ้นจึงไม่ใช่ความเพ้อฝันอันเลื่อนลอย หรือกระทำให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรมไม่ได้แต่อย่างใด
ข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว
ภูฏานดำเนินนโยบายจำกัดการท่องเที่ยวด้วยเหตุผลสามประการ ประการแรก เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของผู้คนเอาไว้โดยไม่ไปก่อปัญหาให้กับสมดุลทางเศรษฐกิจและสังคม ประการที่สอง เพราะภูฏานยังมีโครงสร้างพื้นฐานกับสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวไม่มากพอ อีกทั้งภูมิประเทศยังเป็นทิวเขาสูงๆต่ำๆเดินทางลำบาก และมีปัญหาด้านการสื่อสารที่ยังต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมาก ประการสุดท้าย การเก็บค่าธรรมเนียมบริการด้านการท่องเที่ยวรายวัน (โรงแรม ยานพาหนะ อาหาร มัคคุเทศก์ ฯลฯ) ทำให้ภูฏานมีเงินตราต่างประเทศมากมายพอให้นำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านต่างๆได้ ช่วงห้าปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวได้เพิ่มจำนวนจาก 2,500 คน/ปีมาเป็นกว่า 20,000 คนในปี 2007
การเดินทางมาภูฏาน
ถ้าไม่ใช่แขกที่รัฐบาลภูฏานเชิญมาอย่างเป็นทางการ ข้อกำหนดให้คุณมาเที่ยวเป็นหมู่คณะ อย่างน้อยที่สุดสองคน หรือไม่ก็ต้องเข้ากรุ๊ปทัวร์ของบริษัทท่องเที่ยวในประเทศของคุณ การท่องเที่ยวในภูฏานอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลองค์กรการท่องเที่ยว ( DoT , PO Box 126, GPO Thimphu, Bhutan โทร (975-2)323251, 323252, แฟกซ์ (975-2)323695 อีเมล : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน เว็ปไซต์ www.tourism.gov.bt ) ซึ่งเป็นหน่วยงานของทางภาครัฐที่ขึ้นตรงกับกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม องค์กรดังกล่าวจะเป็นผู้กำหนดราคาและตั้งกฏเกณฑ์ต่างๆขึ้นเป็นแนวทางให้บริษัททัวร์ภายในประเทศนำไปปฏิบัติ
หลังการแปรรูปในปี 1991 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูฏานก็ตกไปอยู่ในมือกลุ่มบริษัทของเอกชนภายในประเทศ ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆของทาง DOT อยู่ดี โดยเฉพาะในเรื่องของราคาซึ่งจะรวมทุกอย่างภายในประเทศ และจะตกราว 200 ดอลล่าร์/คน/วัน ทั้งทัวร์วัฒนธรรมและทัวร์เดินเท้าท่องชมธรรมชาติ แต่ชาวอินเดียและนักการทูตจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มมาหลายอย่างทั้งนี้ทางการมีนโยบายจะขึ้นค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวในปี 2008 ด้วย
- การเดินทางทางอากาศ
- นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้า-ออกภูฏานโดยทางอากาศหรือไม่ก็ได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะโดยสารเครื่องบินให้ได้สักเที่ยว สายการบินประจำชาติของภูฏานคือสายการบินดรุ๊กแอร์ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1983 โดยบินออกจากสนามบินพาโร ชื่อดรุ๊กแอร์ตั้งตามชื่อประเทศภูฏานในภาษาซงคา คือ ดรุ๊กยุล
- เครื่องบินที่ใช้คือเครื่องบินแอรโรสเปซ 146 แบบสี่เครื่องยนต์ 70 ที่นั้งของอังกฤษสองเครื่องกับเครื่องแอร์บัส A 319 ขนาด 120 ที่นั่งอีกสองเครื่อง บินไปกัลกัตตา กรุงเทพฯ เดลี และกาฐมัณฑุ ช่วงฤดูหนาวจะบินไปที่เมืองคยาซึ่งอยู่ใกล้ๆกับพุทธคยาในรัฐพิหารของอินเดียอีกแห่งหนึ่ง ทางสายการบินมีแผนจะขยายเครือข่ายการบินไปเชนไน มุมไบ เคาหติ และสิงคโปร์อันใกล้นี้
- ถ้ามาเที่ยวเป็นหมู่คณะขนาดใหญ่สามารถขอเช่าเหมาลำได้ทั้งจากปาโร กัลกัตตา กรุงเทพฯ เดลี และกาฐมัณฑุ
- ช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายนเที่ยวบินไปกาฐมัณฑุจะมีวิวสวยๆของยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตหิมาลัยให้ชมหลายยอดด้วยกัน ได้แก่ ยอดเขาโชยู (8,153 เมตร) นับเซ (7,855 เมตร) เอเวอเรสต์ (8,848 เมตร) โฮตซี (8,516 เมตร) มาลากู (8,463 เมตร) กังเซ็นชุงกา (8,586 เมตร) และโจโมฮารี (7,316 เมตร)
- บริษัททัวร์จะจัดมัคคุเทศก์และรถบัสไปรับนักท่องเที่ยวที่สนามบินพาโร ซึ่งอยู่ห่างจากทิมพูไปหนึ่งชั่วโมงกับอีก 15 นาที
- ตารางการบินของสายการบินดรุ๊กแอร์จะต่างกันไปในแต่ละฤดุกาล ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศกำหนดเวลาเครื่องออกอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า จึงควรตรวจสอบกับตัวแทนสายการบินในเมืองให้แน่ใจเสียก่อน
- สายการบินดรุ๊กแอร์ไม่ใช่ IATA การจองตั๋วจะทำผ่านบริษัททัวร์หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่ายให้กับแขกที่เชิญมา และต้องมี หมายเลขวีซ่า (ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศ ส่งผ่านบริษัททัวร์ในภูฏานไปให้กับสำนักงานสายการบินดรุ๊กแอร์ มาแสดงด้วย)
การเดินทางทางบก
คุณสามารถเดินทางเข้า-ออกภูฏานทางบกได้โดยผ่านทางอินเดีย ด้วยเหตุนี้คุณจึงต้องขอวีซ่าเข้าประเทศอินเดียจากสถานทูตอินเดียในประเทศของคุณมาให้เรียบร้อย การข้ามแดนเข้า-ออกภูฏานจะกระทำกันที่เมืองชายแดนพุนโซลิง ถ้าขับรถมาจากสนามบินพัคโทคระ (มีเที่ยวบินไป-กลับเดลีและกัลกัตตาทุกวัน) ทางฝั่งอินเดียจะใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมงครึ่งจากพุนโซลิงมาพาโรหรือทิมพูจะใช้เวลาเดินทางราว 7 ชั่วโมง
การขอวีซ่า
ทางการภูฏานจะออกวีซ่าเข้าเมืองให้คุณที่พุนโซลิงโดยคิดค่าธรรมเนียม 20 ดอลล่าร์ และมีขั้นตอนการขอเหมือนกับการเดินทางเข้ามาทางอากาศทุกประการ การขอวีซ่านักท่องเที่ยวจะทำได้โดยการติดต่อผ่านทางบริษัทท่องเที่ยวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในภูฏาน
นักท่องเที่ยวไม่สามารถขอวีซ่าและเดินทางไปภูฏานได้ด้วยตนเอง




GTP Feeds